ขนาดของสายยางให้อาหารมีผลต่อผู้ป่วยหรือไม่ ? ในการให้ อาหารสายยางขนาดของสายยางให้อาหาร (Feeding Tube Size) มีผลต่อผู้ป่วยอย่างมากครับ ทั้งในด้านความสุขสบาย การรับสารอาหาร และโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยขนาดของสายยางจะวัดเป็นหน่วย "เฟรนช์" (French - Fr) ซึ่งตัวเลขยิ่งมาก สายก็ยิ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ครับ
ผลกระทบในด้านต่างๆ ที่คุณควรทราบครับ:
1. ผลต่อความสะดวกในการให้อาหาร (Flow Rate)
สายขนาดใหญ่ (14 - 16 Fr): เหมาะสำหรับ อาหารปั่นผสมเอง (Blenderized Diet) เพราะมีความหนืดสูง สายขนาดใหญ่จะช่วยให้อาหารไหลได้สะดวก ลดโอกาสการอุดตันจากกากใยผักหรือเนื้อสัตว์ที่ปั่นไม่ละเอียดครับ
สายขนาดเล็ก (8 - 12 Fr): มักใช้กับ อาหารสูตรสำเร็จรูป ที่มีความเหลวเหมือนน้ำ หรือการใช้เครื่องให้อาหาร (Feeding Pump) หากนำมาใช้กับอาหารปั่นเองจะตันได้ง่ายมากครับ
2. ผลต่อความสุขสบายของผู้ป่วย (Patient Comfort)
สายขนาดใหญ่: หากใส่ทางจมูก (NG Tube) จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกระคายเคือง เจ็บคอ หรือกลืนน้ำลายลำบากมากกว่า เนื่องจากเบียดทางเดินหายใจและหลอดอาหาร
สายขนาดเล็ก: ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายกว่า ไม่ค่อยรำคาญ แต่อาจจะให้ยาหรืออาหารที่ข้นมากๆ ได้ยากครับ
3. ผลต่อภาวะแทรกซ้อน (Complications)
แผลกดทับ: สายขนาดใหญ่ที่กดทับปีกจมูกนานๆ มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเปื่อยและเป็นแผลกดทับ (Pressure Sore) ได้ง่ายกว่าสายขนาดเล็ก
ไซนัสอักเสบ: สายที่ใหญ่เกินไปอาจไปอุดกั้นทางระบายของไซนัสในโพรงจมูก ทำให้เกิดการอักเสบได้ในผู้ป่วยบางรายครับ
💡 ข้อแนะนำในการดูแล
ไม่ควรเปลี่ยนขนาดเอง: การเลือกขนาดสายต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ประเมินตามโครงสร้างร่างกายและประเภทอาหารของผู้ป่วยครับ
วัสดุมีผลพอกับขนาด: * สาย PVC (สีขาว/ใส): มักจะแข็งกว่า ต้องเปลี่ยนบ่อย (ทุก 1-2 สัปดาห์)
สายซิลิโคน (สีขุ่น): นิ่มกว่า สบายกว่า และใส่ได้นานกว่า (1-3 เดือน) แม้ขนาดจะเท่ากันแต่ซิลิโคนจะทำให้ผู้ป่วยระคายเคืองน้อยกว่าครับ
⚠️ สัญญาณว่าสายอาจ "ใหญ่เกินไป" หรือ "ผิดขนาด"
ผู้ป่วยบ่นเจ็บจมูกหรือคออย่างรุนแรง
มีแผลแดงหรือเลือดซึมบริเวณปีกจมูก
ผู้ป่วยหายใจลำบากหรือคัดจมูกตลอดเวลา
ไม่ทราบว่าตอนนี้ผู้ป่วยใช้สายเบอร์อะไรอยู่ครับ? และเป็นสายชนิดสีขาวใสหรือสีขุ่นซิลิโคน ผมจะได้แนะนำวิธีช่วยลดการระคายเคืองที่ปีกจมูกให้เหมาะสมกับชนิดของสายครับ